Search

นานแค่ไหนก็จะรอ.. - สยามกีฬา

faca.prelol.com
นานแค่ไหนก็จะรอ..

การรอคอยสำหรับบางคนอาจเป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังคาดหวังจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่กับบางคนมันเป็นเรื่องงดงาม เขายึดมั่นกับสิ่งนี้เพราะเชื่อว่าสักวันจะได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองหวัง เพราะยึดมั่นกับคำว่า "นานแค่ไหนก็จะรอ"

   ช่วงเวลาหลังผ่าน 6 โมงเย็นของวันที่ 27 พฤษภาคม ปี 2018 ได้ไม่นาน

   ณ สถานที่บ้านของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ในย่านฟอร์มบี้.. งานปาร์ตี้บรรเสียงเพลงอย่างสนุกสุดเหวี่ยง เครื่องดื่มทั้งเบียร์และไวน์มีเสิร์ฟไม่จำกัด ตอนนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ สวมหมวกเบสบอลแบบหมุนด้านหน้าหันไปด้านหลัง ส่วนแขนทั้งสองข้างโอบกอดเพื่อนเก่าแล้วนำร้องเพลงอย่างสนุกสนาน

   ด้านขวาของ คล็อปป์ คือ ปีเตอร์ คราเวียตซ์ ผู้ช่วยคนสนิท กับ กัมปิโน่ นักร้องนำของ Die Toten Hosen วงพั๊งค์ร็อกสัญชาติเยอรมัน โดยที่คอของพั๊งค์แมนรายนี้มีเหรียญรองแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เพื่อนของเขาเพิ่งได้มาก่อนหน้านั้น 1 คืน เป็นผู้มอบให้

   ขณะที่ด้านซ้าย คือ โยฮันส์ บี เคอร์เนอร์ พิธีกรโทรทัศน์ชาวเยอรมันชื่อดัง ซึ่งวันนั้นพวกเขาทั้งหมดตะโกนกันดังลั่นแบบไม่ต้องแคร์ใคร ๆ ทั้งนั้น 

   We saw the European Cup,  เราได้เห็นถ้วยยุโรป

   Madrid had all the fucking luck,  มาดริด มันก็แค่เฮง

   We swear we’ll keep on being cool,  เราสาบานเลยว่าเราจะยังทำตัวเองให้เท่ต่อไป

   We’ll bring it back to Liverpool!  เราจะเอาถ้วยแชมป์กลับมาที่ ลิเวอร์พูล ให้ได้!

   ทุกคนตะโกนแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งการตะโกนแต่ละครั้งก็ดังกว่ารอบก่อน ๆ มากขึ้น มากขึ้น

   มันคือพฤติกรรมตามแบบฉบับของ คล็อปป์ ที่ไม่เคยซึมหรือเศร้าหมอง เขาไม่แสดงให้เห็นถึงอาการสมเพชตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว 

   เขายืนยันกับแขกทุกคนที่เป็นห่วงเขาว่าตัวเองโอเคดี และยืนกรานว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของบางอย่างที่พิเศษ ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่จุดจบแต่อย่างใด..

   ที่จริง 1 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น คล็อปป์ ก็พูดลักษณะเดียวกันนี้กับลูกทีม ลิเวอร์พูล ของเขาที่ตอนนั้นทุกคนต่างเศร้าซึมกันสุด ๆ 

   หลังจากที่ คล็อปป์ ให้ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องประชุมใน เมลวู้ด ตอนที่กลับจากกรุงเคียฟ เขาพูดกับผู้เล่นว่า  "พวกนายทุกคนทำให้ชั้นรู้สึกภูมิใจมาก ๆ มันเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม" 

   แล้วทุกคนก็สวมกอดกัน จากนั้นก็แยกย้ายเพื่อเตรียมพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์...

   ...

   ลิเวอร์พูล บินตรงกลับจากเมืองหลวง ประเทศยูเครน หลังแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ที่มีสตาร์ดังเต็มทีม 1-3 

นานแค่ไหนก็จะรอ..

   ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกว่าบรรยากาศบนเครื่องบินเงียบสงัดมากแค่ไหน มันเงียบราวกับยืนอยู่ในพิธีศพเลยก็ว่าได้

   "ในครอบครัวของผม มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้เลย"

   "ขนาดเอเยนต์ของผมยังร้องไห้ เขาเห็นใจผมมาก ๆ พวกเขาเสียใจและผิดหวัง เพราะคิดว่าผมจะรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แน่นอนว่าผมเสียใจและผิดหวัง แต่ผมก็ไม่ได้ถึงขั้นคิดว่ามันเป็นจุดจบของโลก มันเป็นการก้าวไปข้างหน้าอีก 1 ก้าวต่างหาก ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ" คล็อปป์ กล่าวเปิดใจ

   "บางครั้งเราก็ต้องยอมรับโดยดีว่าบางคนน่ะเก่งกว่า ส่วนบางคนก็โชคดีกว่า"

   "ผมยอมรับเรื่องนั้นได้ตั้งนานแล้ว ผมรู้ดีว่าผมจะนำทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง ผมจะพยายามไปถึงนัดชิงชนะเลิศอีกครั้งให้ได้ แต่หนหน้าเราจะเปลี่ยนไปเป็นแชมป์ให้ได้"

   คล็อปป์ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด เพราะมั่นใจว่าผลงานอันยอดเยี่ยมของทีมในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่น 2017/18 คือเหตุผลที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น

   ลิเวอร์พูล ทำผลงานเกินความคาดหมายในทุกด้าน นอกจากจะเข้ารอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีแล้ว พวกเขายังจบฤดูกาลในลีกด้วยการติดท็อปโฟร์ 2 ครั้งติดต่อกันเป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 2009 อีกด้วย

   ลิเวอร์พูล ไมได้แค่รับมือการขาดหายไปของ คูตินโญ่ ได้ดีเท่านั้น แต่พวกเขาถึงขั้นทำผลงานได้ดีสุด ๆ เมื่อไม่มีแข้งแซมบ้าอยู่ในทีม การตัดสินใจขาย คูตินโญ่ ออกไปตอนช่วงกลางฤดูกาล จริง ๆ ก็เป็นการเดิมพันที่เสี่ยงอยู่พอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองถึงการที่ ลิเวอร์พูล ไม่ดึงใครเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ดี ที่จริงสโมสรก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ แอร์เบ ไลป์ซิก ยอมเลื่อนการย้ายทีมของ นาบี เกอิต้า จากเดิมในช่วงซัมเมอร์ให้เร็วขึ้นเป็นตอนเดือนมกราคมเหมือนกัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

   นอกจากนี้ ลิเวอร์พูล ยังพิจารณาไล่ล่า โตมาส์ เลอมาร์ ดาวเตะฝรั่งเศสอีกรอบ แต่สุดท้ายตัดสินใจถอยเกียร์หลัง หลังจากที่ โมนาโก ตั้งค่าหัวไว้สูงถึง 90 ล้านปอนด์

   ...

   ย้อนไปสมัยก่อน ลิเวอร์พูล เคยทำพลาดมหันต์ เคยใช้จ่ายแบบตื่นตระหนกและผลาญเงินแบบสูญเปล่ากับการหาตัวแทนของผู้เล่นฝีเท้าดีที่ทีมขายออกไป

   ยกตัวอย่างเช่น การดึง อัลแบร์โต้ อาควิลานี่ แทน ชาบี อลอนโซ่, แอนดี้ แคร์โรลล์ แทน เฟร์นานโด ตอร์เรส และ มาริโอ บาโลเตลลี่ แทน หลุยส์ ซัวเรซ

   ซึ่ง คล็อปป์ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย เขายอมรอ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม..

   ทันทีที่ คูตินโญ่ ไม่สนใจคำขอร้องจากบรรดาเจ้าของทีมที่ขอให้เขารอไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ก่อน แล้วถึงค่อยทำการย้ายออก ซึ่งมันขัดต่อความคิดของ คล็อปป์ ที่รู้สึกว่าหากยังรั้งไว้นานกว่านี้ อาจจะส่งผลเสียกับทีมได้

   "งานของผมมันเสี่ยงอยู่เสมอ แต่ผมไม่สามารถตัดสินใจในแบบอื่นได้" 

   "ขุมกำลังของเราใหญ่พอ และแข็งแกร่งพอที่จะยังคงมีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมในสนามต่อไป" คล็อปป์ ระบุ 

   คล็อปป์ รู้ดีว่าเงิน 142 ล้านปอนด์ที่สโมสรได้รับกลับมามันเยอะมาก ๆ สำหรับนักเตะที่ดึงมาจาก อินเตอร์ มิลาน เมื่อ 5 ปีก่อนด้วยเงินเพียง 8.5 ล้านปอนด์

   การที่ คูตินโญ่ ย้ายไปเล่นที่แคว้นกาตาลุนย่า ทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ ลิเวอร์พูล มองว่าเป็นเรื่องเสียหายต่อสโมสร ทว่าในทางตรงกันข้าม คล็อปป์ ไม่ได้คิดแบบนั้น เขามองว่านี่คือโอกาสดีของทีม เขารู้สึกว่าเกมบุกของ ลิเวอร์พูล โดนคู่แข่งคาดเดาได้ง่ายเกินไป 

   หลายครั้งในตอนที่มีการขึ้นเกมโดย คูตินโญ่.. ทุกคนในทีมก็คาดหวังให้เขาอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่พอทีมไม่มี คูตินโญ่ คนอื่น ๆ ก็จะมีความสำคัญมากขึ้น และคู่แข่งก็  จะรับมือ ลิเวอร์พูล ได้ยากกว่าเดิมเพราะพอไม่มี คูตินโญ่ กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล เล่นงานทีมอื่นได้เกมการบุกจากทุกมุม

   สุดท้าย สิ่งนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ว่า คล็อปป์ คิดถูก แถมผลที่ออกมาเป็นไปในรูปแบบที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ

   ฤดูกาล 2017/18 ลิเวอร์พูล ทำประตูในทุกรายการรวมกันถึง 135 ลูก โดยประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งมีเพียงซีซั่นเดียวเท่านั้นที่ทีมยิงได้มากกว่า 

   โม ซาลาห์ สร้างสถิติในศึก พรีเมียร์ลีก ขึ้นมาใหม่ด้วยผลงานระดับมาสเตอร์ พีซ เขากลายเป็นเจ้าของสถิติทำประตูในลีกสูงสุดอังกฤษ มากที่สุด ในยุคที่มีการเตะกัน 38 เกมต่อฤดูกาล ที่จำนวน 32 ประตู และหากนับทุกรายการ เขาก็ทำรวมกัน 44 ประตู ซึ่งนอกจากจะได้ดาวซัลโวสูงสุดแล้ว ซาลาห์ ยังได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของทั้งสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) และสมาคมนักข่าวด้านฟุตบอลอีกด้วย

นานแค่ไหนก็จะรอ..

   สามประสานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ที่ประกอบไปด้วย  ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ทำประตูรวมกันได้ถึง 91 ประตู 

   ส่วนรอบน็อกเอาต์ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูล ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งในนัดที่เจอกับ ปอร์โต้, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ โรม่า 

   ในขณะที่ คูตินโญ่ ผู้จากไปทำได้แค่มองดูจากที่ไกล ๆ ...

   อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และแอนดี้ โรเบิร์ตสัน จากเดิมที่ออกสตาร์ตกับ ลิเวอร์พูล ไม่ดีนัก แต่หลังจากได้รับการหนุนหลังจาก คล็อปป์ ก็ทำให้ทั้งสองคนทำผลงานได้ดีขึ้นจนเข้าขั้นยอดเยี่ยม

   "เราซื้อพวกนายมาเพื่อเอาไว้ใช้งาน 5 ปี ไม่ใช่แค่ 5 เดือน" นี่คือคำพูดที่ คล็อปป์ พูดกับทั้งคู่ในตอนที่เขาทำงานกับทั้งสองคนในสนามซ้อมเพื่อช่วยปรับด้านแท็กติก

   การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุด ก็เห็นจะเป็นเรื่องเกมรับ ที่ ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีทได้ถึง 17 นัด ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่พวกเขาไม่เสียประตูมากที่สุดนับตั้งแต่เคยทำได้ในยุค ราฟา เบนิเตซ 

   5 วันก่อนหน้าที่สโมสรจะตกลงเรื่องค่าตัว คูตินโญ่ กับ บาร์เซโลน่า.. ลิเวอร์พูล ก็ได้ปิดดีลกับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แนวรับจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ไปแล้วด้วยการยอมจ่ายค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ซึ่งต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่านี่คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในยุค พรีเมียร์ลีก

นานแค่ไหนก็จะรอ..

   นับตั้งแต่ เจมี่ คาร์ราเกอร์ แขวนสตั๊ดไปในปี 2013 ลิเวอร์พูล ก็ไม่มีผู้นำบนแผงแนวรับอีกเลย การซื้อผู้เล่นด้วยเงินมหาศาลขนาดนี้เป็นเรื่องผิดวิสัยของ คล็อปป์ เพราะเขาเป็นคนที่เน้นพัฒนานักเตะที่มีอยู่ในเก่งกว่าเดิม มากกว่าการไปทุ่มเงินซื้อผู้เล่นที่แจ้งเกิดไปแล้ว

   ด้วยความที่ คล็อปป์ เองก็เคยแสดงความเห็นเรื่อง ปอล ป็อกบา ทำให้ตอนที่ ลิเวอร์พูล ได้ตัว ฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัวสถิติโลกของนักเตะตำแหน่งกองหลัง เขาก็โดนกล่าวหาเข้าทำนอง -ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง- ซึ่งพอโดนเหน็บแบบนั้น คล็อปป์ ก็อมยิ้มแล้วตอบกลับไป

   "ผมเปลี่ยนความคิดของตัวเองรึเปล่าน่ะเหรอ ? ใช่ มันเป็นอย่างนั้น แต่การเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ก็ดีกว่าการไม่ทำอย่างนั้นเลยอยู่แล้ว"

   ...

   มุมมองเรื่องการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนไป และสโมสรก็มีศักยภาพด้านการเงินดีพอที่จะมอบเงินให้ คล็อปป์ สามารถซื้อผู้เล่นระดับ 5 ดาวได้ 

   ระยะเวลากว่า 18 เดือน แมวมองของ ลิเวอร์พูล ตามดูฟอร์มเซ็นเตอร์แบ็กทั่วทั้งยุโรปเกิน 30 ราย ซึ่ง ฟาน ไดค์ ก็มีผลงานยืนหนึ่งในทุกด้าน ซึ่งที่จริง อายเมอริค ลาป๊อร์กต์, คาลิดู คูลิบาลี่ และ เยโรม บัวเต็ง ต่างอยู่ในข่ายที่ 'หงส์แดง' ให้ความสนใจเหมือนกัน 

   แต่เหตุผลที่ทีมสเกาท์ของสโมสร เลือกกองหลังจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ก็เพราะพวกเขามองว่า ฟาน ไดค์ เก่งมากจนถึงขนาดคนอื่นเทียบไม่ติด..

   นอกจาก ลิเวอร์พูล แล้ว ยังมี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ที่ต่างอยากได้ ฟาน ไดค์ เช่นกัน แต่ด้วยความสามารถในการเกลี้ยกล่อมของ คล็อปป์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล สมหวัง

   ระหว่างการเจรจานั้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนว่าเขายอมรับในคุณภาพการเล่นเกมรับของ ฟาน ไดค์ รวมถึงอยากร่วมงานด้วยกันสุด ๆ จนขนาดแทบจะอดใจรอไม่ไหว ซึ่งเขาถึงขั้นบอกกับว่าที่ลูกทีมคนนี้ว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะพา ลิเวอร์พูล เปลี่ยนสถานะจากทีมลุ้นแชมป์ไปเป็นทีมระดับแชมเปี้ยนส์ได้อย่างรวดเร็ว

   ฟาน ไดค์ ประทับใจกับคำพูดเหล่านั้นมาก ๆ และตอนเดือนมิถุนายน ปี 2017 เขาแสดงออกชัดเจนว่าอยากย้ายไปเล่นให้ ลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งความสุขของ คล็อปป์ ก็แสนสั้น เพราะต้นสังกัดของ ฟาน ไดค์ โมโหสุดขีดกับข่าวที่หลุดออกมาว่าทั้งคู่แอบนัดหารือกันในเมืองแบล็คพูล รวมถึงมีรายงานที่บอกว่า ฟาน ไดค์ เตรียมย้ายไป ลิเวอร์พูล แน่นอน ทั้งที่ตอนนั้น 'หงส์แดง' ยังไม่ได้เปิดการเจรจาเรื่องค่าตัวกับ เซาธ์แฮมป์ตัน อย่างเป็นทางการเลย

   เซาธ์แฮมป์ตัน เอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนกับ พรีเมียร์ลีก และกล่าวหา ลิเวอร์พูล ว่าทาบทามนักเตะของตัวเองแบบผิดกฎหมาย 

   หลังจากมีการประชุมฉุกเฉินหลายครั้ง ไมค์ กอร์ดอน ที่ดำรงตำแหน่งประธานของ FSG ก็เห็นว่าสโมสรไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมถอยหลังและออกแถลงการณ์ขอโทษครั้งใหญ่ โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวมีประโยคที่บอกว่า "เราเลิกให้ความสนใจในตัวนักเตะรายนี้แล้ว" รวมอยู่ด้วย

   อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นมันต่างไปอย่างสิ้นเชิง คล็อปป์ ไม่สนใจเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลบางส่วนที่ขอให้ตัวเองหันไปใช้แผนสำรองด้วยการซื้อกองหลังรายอื่น 

   เขาไม่มีความคิดที่จะหันไปเลือกแผนที่จะทำให้ทีมแย่ลงกว่าเดิม เขาคิดเสมอว่า ฟาน ไดค์ คือคนที่คู่ควรแก่การรอ ซึ่งในเบื้องหลังนั้น กอร์ดอน ก็ทำงานอย่างหนักเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับ ราล์ฟ ครูเกอร์ ประธานเซาธ์แฮมป์ตัน และอีก 6 เดือนต่อมา คล็อปป์ ก็ได้คนที่เขาต้องการ

   คล็อปป์ เชื่อมั่นในศักยภาพของ ฟาน ไดค์ มาก ๆ แต่เขาก็ต้องการคำรับรองจากเหล่าผู้บริหารระดับสูงของสโมสรว่าทีมจะไม่ใช้เงินมากเกินไปในดีลนี้ และสุดท้าย สถิติการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล ก็ถูกทำลายเพื่อใช้ในทางที่เหมาะสม.. 

   "สิ่งแรกที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนควรจะลืมก็คือเรื่องราคาของเขา"

   คำพูดของ คล็อปป์ ที่ตอนแรกเหมือนเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เพื่อให้แฟนบอลไม่คิดว่าค่าตัวของ ฟาน ไคด์ แพงเกินไป แต่ช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ผลงานของ ฟาน ไดค์ ก็กลายเป็นการยุติข้อถกเถียงเกี่ยวกับตัวเขาทันที

   ...

   เดิมที คล็อปป์ ตั้งใจจะให้ ฟาน ไดค์ เป็นแค่ตัวสำรองในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่จะทำศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ กับ เอฟเวอร์ตัน โดยเกมดังกล่าวมีคิวเจอกันหลังจากที่ ฟาน ไดค์ ย้ายมาได้เพียง 4 วัน ทว่าสุดท้าย คล็อปป์ เปลี่ยนใจในตอนเช้าของวันแข่ง เนื่องจากเห็นว่า ทั้ง เดยัน ลอฟเรน และ รักนาร์ คลาวาน จำเป็นต้องได้พักบ้างหลังกรำศึกหนักติดต่อกันในช่วงลงแข่งแบบถี่ยิบ

   "นายพร้อมลงเล่นไหม ?" คล็อปป์ เอ่ยถามแบบนั้นกับ ฟาน ไดค์ และอีกฝ่ายก็ตอบกลับทันทีว่า "แน่นอนอยู่แล้วครับ"

   คืนวันนั้น ฟาน ไดค์ โดดเด่นตลอดทั้งเกม และช่วง 6 นาทีสุดท้ายของการลงสนามนัดแรก เขาก็ขึ้นโขกประตูชัยต่อหน้า เดอะ ค็อป นับหมื่นชีวิต โดย จอร์แดน พิคฟอร์ด หมดสิทธิ์ที่จะป้องกัน

นานแค่ไหนก็จะรอ..

   "มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม เหมือนกับเป็นเทพนิยายที่สวยงามในโลกที่แทบไม่มีเทพนิยายอีกแล้วเลย" คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์แบบยิ้มแฉ่ง

   หลังจากประเดิมสนามให้กับ ลิเวอร์พูล.. ฟาน ไดค์ ก็ต้องบินไปเข้าแคมป์เก็บตัวที่นครดูไบ พร้อมกับบรรดาเพื่อนร่วมทีมหน้าใหม่ทันที ซึ่งมันทำให้ทุกคนสนิทสนมกันมากขึ้น

   "ในช่วงนั้น เฟอร์กิล สนิทกับทุกคนเยอะขึ้น" 

   "เป็นเรื่องสำคัญทั้งสำหรับเราและสำหรับเขา หลังจากทริปที่ดูไบในครั้งนั้น ก็ดูเหมือนว่าเขาอยู่กับเรามา 3 หรือ 4 ปีแล้วเลย" มาเน่ กล่าวถึง เพื่อนร่วมทีมใหม่ในตอนนั้น

   ฟาน ไคด์ มีดีทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องลูกกลางอากาศ, การเข้าสกัด, ครองบอลเหนียวแน่น, ผ่านบอลได้ดี แถมยังมีความนิ่ง, ยืนตำแหน่งเยี่ยม และมีความเป็นผู้นำสูง

นานแค่ไหนก็จะรอ..

   "วันที่ เฟอร์กิล เดินผ่านประตูเข้ามา มันทำให้ทุกคนมีกำลังใจดีขึ้นเยอะมาก" ซิมง มิโญเล่ต์ อดีตนายด่าน ลิเวอร์พูล เปิดใจ

   จากเรื่องที่เคยเป็นจุดอ่อนที่สุดของ ลิเวอร์พูล กลับกลายเป็นหนึ่งในจุดแข็ง..

   การเข้ามาของ ฟาน ไดค์ ทำให้ทุกคนรอบข้างเล่นดีขึ้นตามไปด้วยในเกมนัดต่าง ๆ ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก จนส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ก้าวไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ที่กรุงเคียฟ ได้

   "การมี ฟาน ไดค์ อยู่ในทีมทำให้เราสามารถดันขึ้นไปเล่นสูงกว่าเดิมได้" 

   "การมีนักเตะแบบเขาทำให้เราเล่นแบบดุดันมากกว่าเดิมได้ด้วย เพราะเขาจัดการกับพื้นที่ว่างและการที่คู่แข่งโยนบอลยาวเข้ามาในกรอบเขตโทษของเราได้ดี เซนเตอร์แบ็กน่ะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเกมการเล่น พวกเขาวางแนวป้องกันได้ดี และจุดเริ่มต้นของการไล่กดดันคู่แข่งได้ดีก็คือการยืนตำแหน่งในพื้นที่สุดท้าย พวกเขามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเหล่านั้น" เป๊ป ลิจ์นเดอร์ส ผู้ช่วยของ คล็อปป์ ระบุ 

   การมาของ ฟาน ไดค์ ช่วยแก้ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งให้กับ คล็อปป์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีก 1 ปัญหาที่ คล็อปป์ ต้องรับมืออีก...

HOSSALONSO

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร
Add friend ที่ @Siamsport
เพิ่มเพื่อน

Let's block ads! (Why?)



"พวกเขาทั้งหมด" - Google News
July 05, 2020 at 03:01PM
https://ift.tt/2D4WwcI

นานแค่ไหนก็จะรอ.. - สยามกีฬา
"พวกเขาทั้งหมด" - Google News
https://ift.tt/2VFpqXR
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/3dnz7A2

Bagikan Berita Ini

0 Response to "นานแค่ไหนก็จะรอ.. - สยามกีฬา"

Post a Comment

Powered by Blogger.